Skip to Content

รู้จัก Transference & Countertransference อารมณ์ซ่อนเร้นในห้องให้คำปรึกษา

13 สิงหาคม ค.ศ. 2026 โดย
cc@synzup.com


ทำไมคุยกับนักจิตวิทยาแล้วรู้สึกอิน โกรธ หรือคาดหวังเกินจริง?

เคยไหมครับ? เวลาไปพบนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษา อยู่ๆ เราก็รู้สึก โกรธ หงุดหงิด หรือรู้สึกว่าเขากำลังตำหนิเรา ทั้งที่เขายังไม่ได้พูดอะไรแรงๆ เลย หรือในทางกลับกัน บางคนอาจจะรู้สึก ชื่นชมและผูกพันมากเป็นพิเศษ จนรู้สึกว่ามีแค่คนนี้คนเดียวในโลกที่เข้าใจเรา

สภาวะอารมณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าการพูดคุยกำลังล้มเหลวครับ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นเบาะแสสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจปมในใจของตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้กับ ทุกคนที่เข้ารับการปรึกษาทางจิตวิทยา รวมถึงตัวผู้ให้คำปรึกษาเอง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก 2 กลไกทางจิตวิทยา ดังนี้ครับ:

  • Transference (การถ่ายโอนความรู้สึก): เกิดขึ้นฝั่งผู้รับคำปรึกษา ที่เผลอนำความรู้สึก ความคาดหวัง หรือแผลใจจากคนในอดีต (เช่น พ่อ แม่ แฟนเก่า) มาฉายทับลงบนตัวผู้ให้คำปรึกษาในปัจจุบัน โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว

  • Countertransference (ปฏิกิริยาทางอารมณ์ตอบกลับ): เกิดขึ้นฝั่งผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีอดีตและอารมณ์ความรู้สึกเช่นกัน จึงอาจเกิดความรู้สึกสงสาร หงุดหงิด หรืออยากเข้าไปปกป้องผู้รับคำปรึกษามากเป็นพิเศษ

ลองเช็กตัวเองดูครับว่า กำลังมีสัญญาณของปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในห้องให้คำปรึกษาหรือการพูดคุยหรือไม่:

  • มองผู้ให้คำปรึกษาดีเลิศเกินจริง (Idealization): ยึดติด รู้สึกว่ามีแค่คนนี้เท่านั้นที่ช่วยเราได้ และเชื่อทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม

  • ตั้งแง่หรือแสดงความโกรธเคือง (Hostility): รู้สึกถูกจับผิด ถูกตัดสิน หรือหงุดหงิดใส่ผู้ให้คำปรึกษา ทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้รุนแรง

  • ต้องการการยืนยันตลอดเวลา: ถามย้ำๆ ว่า "สิ่งที่ทำถูกไหม?" หรือกังวลว่าผู้ให้คำปรึกษากำลังไม่พอใจตนเอง

  • ความรู้สึกของผู้ให้คำปรึกษาเริ่มแกว่ง: รู้สึกอยากเข้าไปแก้ปัญหาชีวิตแทนเขา รู้สึกหงุดหงิดเมื่อเขาไม่เปลี่ยน หรือคิดถึงเคสนี้ตลอดเวลาหลังจบการคุย

ในกระบวนการให้คำปรึกษาขั้นสูง (Advance Counseling) ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มองว่าอารมณ์เหล่านี้เป็นปัญหา แต่จะใช้มันเป็น "ข้อมูลทางคลินิก" เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจ โดยมีแนวทางจัดการดังนี้:

  • ใช้การสะท้อนอารมณ์ (Reflection): ผู้ให้คำปรึกษาจะชวนสะท้อนความรู้สึกอย่างนุ่มนวล โดยไม่รีบแปะป้ายตัดสิน เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาเริ่มเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ในปัจจุบันกับแผลใจในอดีต

  • การรักษาขอบเขตที่ชัดเจน (Boundary Management): กำหนดขอบเขตวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ไม่สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวนอกห้อง เพื่อให้พื้นที่ตรงนั้นปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้รับคำปรึกษา

  • การรับการนิเทศงาน (Supervision): ผู้ให้คำปรึกษาจะนำความรู้สึกของตนเองไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อความเท่าทันตนเอง (Self-Awareness) และป้องกันไม่ให้อารมณ์ส่วนตัวเข้าไปรบกวนการดูแลเคส

การป้องกันและดูแลตัวเอง หากคุณกำลังเข้ารับการปรึกษาทางจิตวิทยา และรู้สึกว่ามีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นกับผู้ให้คำปรึกษา สามารถดูแลและจัดการอารมณ์ตนเองได้ตามข้อปฏิบัติเหล่านี้ครับ:

  • ฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง: เมื่อรู้สึกโกรธ เสียใจ หรือคาดหวังสูง ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ความรู้สึกนี้คุ้นเคยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือไม่?"

  • เปิดใจสื่อสารตรงๆ: สามารถบอกเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้ผู้ให้คำปรึกษาฟังได้เลย เพราะนี่คือข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้การบำบัดก้าวหน้า

  • แยกแยะอดีตออกจากปัจจุบัน: เตือนตัวเองว่า ผู้ให้คำปรึกษาตรงหน้าคือคนที่พร้อมรับฟัง ไม่ใช่คนในอดีตที่เคยทำร้ายเรา

  • เคารพขอบเขตความสัมพันธ์: รักษาข้อตกลงและขอบเขตในการพูดคุย เพื่อให้กระบวนการปรึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สรุป 

ความรู้สึกอิน โกรธ คาดหวัง หรือผูกพันที่เกิดขึ้นในห้องให้คำปรึกษา ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่ความล้มเหลวครับ แต่มันคือ "กระจกเงา" ที่สะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์และบาดแผลในอดีตของเราออกมา ให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้และเยียวยามันอย่างถูกวิธี

หากคุณกำลังเผชิญกับภาวะความเครียด อึดอัดใจ หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ที่หาทางออกไม่ได้ อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ สามารถเข้ามาพูดคุยและขอรับคำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ณ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลของเรา เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกและดูแลใจของคุณให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

cc@synzup.com 13 สิงหาคม ค.ศ. 2026
แชร์โพสต์นี้
Your Dynamic Snippet will be displayed here... This message is displayed because you did not provide enough options to retrieve its content.

Latest Stories

Explore fresh ideas and updates from our editorial team.

เก็บถาวร
เคยไหม? เรียนทักษะการฟังและตั้งคำถามมาแล้ว แต่พอเจอเคสจริงกลับรู้สึก "ไปต่อไม่ถูก"?