ทำไมคุยกับนักจิตวิทยาแล้วรู้สึกอิน โกรธ หรือคาดหวังเกินจริง?
เคยไหมครับ? เวลาไปพบนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษา อยู่ๆ เราก็รู้สึก โกรธ หงุดหงิด หรือรู้สึกว่าเขากำลังตำหนิเรา ทั้งที่เขายังไม่ได้พูดอะไรแรงๆ เลย หรือในทางกลับกัน บางคนอาจจะรู้สึก ชื่นชมและผูกพันมากเป็นพิเศษ จนรู้สึกว่ามีแค่คนนี้คนเดียวในโลกที่เข้าใจเรา
สภาวะอารมณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าการพูดคุยกำลังล้มเหลวครับ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้จริง และเป็นเบาะแสสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจปมในใจของตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ปรากฏการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้กับ ทุกคนที่เข้ารับการปรึกษาทางจิตวิทยา รวมถึงตัวผู้ให้คำปรึกษาเอง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจาก 2 กลไกทางจิตวิทยา ดังนี้ครับ:
Transference (การถ่ายโอนความรู้สึก): เกิดขึ้นฝั่งผู้รับคำปรึกษา ที่เผลอนำความรู้สึก ความคาดหวัง หรือแผลใจจากคนในอดีต (เช่น พ่อ แม่ แฟนเก่า) มาฉายทับลงบนตัวผู้ให้คำปรึกษาในปัจจุบัน โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว
Countertransference (ปฏิกิริยาทางอารมณ์ตอบกลับ): เกิดขึ้นฝั่งผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีอดีตและอารมณ์ความรู้สึกเช่นกัน จึงอาจเกิดความรู้สึกสงสาร หงุดหงิด หรืออยากเข้าไปปกป้องผู้รับคำปรึกษามากเป็นพิเศษ
ลองเช็กตัวเองดูครับว่า กำลังมีสัญญาณของปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในห้องให้คำปรึกษาหรือการพูดคุยหรือไม่:
มองผู้ให้คำปรึกษาดีเลิศเกินจริง (Idealization): ยึดติด รู้สึกว่ามีแค่คนนี้เท่านั้นที่ช่วยเราได้ และเชื่อทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม
ตั้งแง่หรือแสดงความโกรธเคือง (Hostility): รู้สึกถูกจับผิด ถูกตัดสิน หรือหงุดหงิดใส่ผู้ให้คำปรึกษา ทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้รุนแรง
ต้องการการยืนยันตลอดเวลา: ถามย้ำๆ ว่า "สิ่งที่ทำถูกไหม?" หรือกังวลว่าผู้ให้คำปรึกษากำลังไม่พอใจตนเอง
ความรู้สึกของผู้ให้คำปรึกษาเริ่มแกว่ง: รู้สึกอยากเข้าไปแก้ปัญหาชีวิตแทนเขา รู้สึกหงุดหงิดเมื่อเขาไม่เปลี่ยน หรือคิดถึงเคสนี้ตลอดเวลาหลังจบการคุย
ในกระบวนการให้คำปรึกษาขั้นสูง (Advance Counseling) ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้มองว่าอารมณ์เหล่านี้เป็นปัญหา แต่จะใช้มันเป็น "ข้อมูลทางคลินิก" เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจ โดยมีแนวทางจัดการดังนี้:
ใช้การสะท้อนอารมณ์ (Reflection): ผู้ให้คำปรึกษาจะชวนสะท้อนความรู้สึกอย่างนุ่มนวล โดยไม่รีบแปะป้ายตัดสิน เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาเริ่มเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ในปัจจุบันกับแผลใจในอดีต
การรักษาขอบเขตที่ชัดเจน (Boundary Management): กำหนดขอบเขตวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ไม่สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวนอกห้อง เพื่อให้พื้นที่ตรงนั้นปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้รับคำปรึกษา
การรับการนิเทศงาน (Supervision): ผู้ให้คำปรึกษาจะนำความรู้สึกของตนเองไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อความเท่าทันตนเอง (Self-Awareness) และป้องกันไม่ให้อารมณ์ส่วนตัวเข้าไปรบกวนการดูแลเคส

การป้องกันและดูแลตัวเอง หากคุณกำลังเข้ารับการปรึกษาทางจิตวิทยา และรู้สึกว่ามีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้นกับผู้ให้คำปรึกษา สามารถดูแลและจัดการอารมณ์ตนเองได้ตามข้อปฏิบัติเหล่านี้ครับ:
ฝึกสังเกตอารมณ์ตัวเอง: เมื่อรู้สึกโกรธ เสียใจ หรือคาดหวังสูง ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ความรู้สึกนี้คุ้นเคยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรือไม่?"
เปิดใจสื่อสารตรงๆ: สามารถบอกเล่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นให้ผู้ให้คำปรึกษาฟังได้เลย เพราะนี่คือข้อมูลชั้นดีที่จะช่วยให้การบำบัดก้าวหน้า
แยกแยะอดีตออกจากปัจจุบัน: เตือนตัวเองว่า ผู้ให้คำปรึกษาตรงหน้าคือคนที่พร้อมรับฟัง ไม่ใช่คนในอดีตที่เคยทำร้ายเรา
เคารพขอบเขตความสัมพันธ์: รักษาข้อตกลงและขอบเขตในการพูดคุย เพื่อให้กระบวนการปรึกษาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
สรุป
ความรู้สึกอิน โกรธ คาดหวัง หรือผูกพันที่เกิดขึ้นในห้องให้คำปรึกษา ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่ความล้มเหลวครับ แต่มันคือ "กระจกเงา" ที่สะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์และบาดแผลในอดีตของเราออกมา ให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้และเยียวยามันอย่างถูกวิธี
หากคุณกำลังเผชิญกับภาวะความเครียด อึดอัดใจ หรือมีปัญหาความสัมพันธ์ที่หาทางออกไม่ได้ อย่าเก็บไว้คนเดียวครับ สามารถเข้ามาพูดคุยและขอรับคำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ณ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลของเรา เพื่อร่วมกันค้นหาทางออกและดูแลใจของคุณให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง